จัดการน้ำครบทุกมิติ ที่ เกาะขันธ์

ต่อเนื่องมาในปี 2555 และ 2556 เกิดภัยแล้งขึ้นในตำบลเกาะขันธ์ คณะกรรมการพัฒนาตำบลเกาะขันธ์จึงหันมาขับเคลื่อนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นที่การจัดการน้ำ เพราะส่งผลกระทบถึงเรื่องการจัดการภัยพิบัติและเศรษฐกิจชุมชน ด้วยตำบลเกาะขันธ์เป็นพื้นที่ปลูกไม้ผล จากการทำงานร่วมกัน คณะกรรมการพัฒนาตำบลเกาะขันธ์พุ่งเป้าไปที่การทำฝาย เมื่อช่วยกันวิเคราะห์แล้วพบว่า ตำบลเกาะขันธ์ต้องการฝายทั้งหมด 52 จุด

“ปี 2557 เราทำฝายตัวแรกเป็นฝายกระสอบทรายที่บ้านลานนา หมู่ที่ 3 หลังจากนั้นไม่นานก็มาทำตัวที่ 2 หลังวัดบ้านไม้เสียบ แล้วปี 2558 เราลุยสร้างฝายกระสอบทรายอีกเกือบ 30 ตัว” อาโกเมศร์ ทองบุญชู ลำดับให้ฟัง ฝายที่เกิดขึ้นทั้งหมดส่งผลอย่างน่าอัศจรรย์ตั้งแต่ปีแรก เพราะฝายแต่ละแห่งคืนความชุ่มชื้นให้แก่ดิน จนผลไม้ ‘ปรัง’ ออกมากขึ้น ปรังในที่นี้หมายถึงหนึ่งปี ผลไม้ออกสองครั้ง โดยออกทันทีหลังจากฤดูเก็บผลผลิตปกติสิ้นสุดลง ต่างจาก ‘ทวาย’ ซึ่งเป็นการบังคับให้ผลไม้ออกนอกฤดู ฝายทุกแห่งเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน รวมถึงการเสียสละทรัพย์สินส่วนตัวคนละเล็กละน้อย และความที่อาโกเมศร์มีเครือข่ายกว้างขวาง จึงส่งโครงการไปยังธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เพื่อของบประมาณสร้างฝายคอนกรีตจำนวน 8 ตัว แต่ได้รับการตอบรับมา 2 ตัว คือที่บ้านไม้เสียบ 1 ตัว และบ้านควนดินแดง 1 ตัว ซึ่งนับว่าช่วยเหลือได้มาก งบที่ได้มาเป็นงบวัสดุ อาศัยชาวบ้านช่วยกันลงแรง ต่อมาในปี 2559 รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณตำบลละ 5 ล้านบาทมายังท้องที่โดยตรง และงบประชารัฐอีก 250,000 บาท หลังจากประชาคม จึงเกิดฝายหิน ปัจจุบันตำบลเกาะขันธ์มีฝายทั้งหมด 46 ตัว ขาดอีกเพียง 6 ตัว ก็จะครอบคลุมความต้องการ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth

About the author: admin